"A serious man" แถม บริการเครือข่ายสังคม "The Social network"
posted on 20 Feb 2011 14:49 by ti158311987 Raising Arizona
1990 Miller's Crossing
1991 Barton Fink
1994 The Hudsucker Proxy
1996 Fargo
1998 The Big Lebowski
2000 O Brother,Where Art Thou?
2001 The Man Who Wasn't There
2003 Intolerable Cruelty
2004 The Ladykillers
2007 No Country for Old Men
2008 Burn After Reading
2009 A Serious Man
2010 True Grit
เจอบทวิจารณ์ที่ ตรงใจมากจาก http://starpics.co.th/board/index.php?topic=1014.0 คุณbeerled
A Serious Man ทั้งเรื่องสามารถสรุปความคิดให้จบลงได้ด้วยหนังสั้นเรื่องนี้ ทั้งประเด็นเรื่องการยึดมั่นในวิธีคิดแบบตรรกะจนมองไม่เห็นความมีอยู่ของชีวิต หัวใจที่เย็นชาของมนุษย์ซึ่งชวนสะพรึงกลัวและน่ารังเกียจยิ่งกว่าปีศาจ การปิดกั้นและไม่ต้อนรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือระบบความเชื่อดั้งเดิม การมองผู้อื่นเป็นปีศาจซึ่งส่งผลให้ตัวเราเองต้องกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า รวมถึงบททดสอบรูปแบบต่างๆ เพื่อพิสูจน์แรงศรัทธาต่อความดีงามในจิตใจ

โครงเรื่องของ A Serious Man แบ่งคร่าวๆ ออกเป็น 3 ช่วงตามการลำดับอาวุโสของพระยิว (แร็บไบ) ที่พระเอกเข้าพบ เรื่องราวแต่ละช่วงช่วยให้เห็นการไต่ระดับความเครียดของพระเอกที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
ณ ชุมชนชาวยิวเคร่งศาสนาในยุคที่ยังดูโทรทัศน์ขาวดำผ่านเสารับสัญญาณบนหลังคา แลร์รี่ ก็อปนิก พระเอกของเรื่อง คืออาจารย์สอนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย งานที่ทำอยู่สะท้อนให้เห็นวิธีคิดซึ่งเคร่งครัดในระบบตรรกะ เค้าเชื่อในฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ว่ามันสามารถอธิบายโลกและชีวิตได้ในทุกปรากฏการณ์ ทั้งยังสามารถมอบคำตอบที่น่าพอใจแก่มนุษย์ได้เสมอ
ปมปัญหาเริ่มต้นจากแลร์รี่ให้เกรด F กับนักศึกษาเกาหลีคนหนึ่งซึ่งทำให้เค้าต้องขาดคุณสมบัติในการรับทุนการศึกษา แลร์รี่ใจแข็งต่อคำอ้อนวอนต่างๆ นานาเพราะเชื่อว่าทุกสิ่งที่ทำไปสอดคล้องตามหลักการของเค้าแล้ว
หลังจากนั้น จิตใจของเค้าก็ถูกทดสอบอยู่เป็นระยะ สิ่งดีๆ ในชีวิตพร้อมใจกันปฏิเสธแลร์รี่ เริ่มจากภรรยาขอหย่า ถูกร้องเรียนจากบุคคลนิรนามซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ลูกๆ ไม่เชื่อฟังและเห็นเค้าเป็นแค่คนหมุนเสาสัญญาณโทรทัศน์ พี่ชายร่างอ้วนแผละและส่อเค้าโรคจิตของแลร์รี่มาขออยู่ด้วยแบบไม่มีกำหนดกลับ เค้าและพี่ชายต้องย้ายไปนอนโรงแรมเพื่อหลีกทางขึ้นเตียงให้ว่าที่สามีใหม่ของภรรยา มีปัญหาเขตแดนกับเพื่อนบ้านจอมเผด็จการ เกิดอุบัติเหตุ ต้องจ่ายค่าแผ่นเสียงโดยไม่ได้สั่งซื้อ ว่าที่สามีใหม่ของภรรยาตายกะทันหันและเค้าต้องควักเงินจัดงานศพให้ เงินในบัญชีถูกภรรยาแอบยักยอกไปใช้ พี่ชายถูกตำรวจจับข้อหาเล่นพนันและเป็นพวกรักร่วมเพศ เป็นต้น

เหตุการณ์เลวร้ายซึ่งมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายยังไม่จบแค่นั้น แลร์รี่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่งยวดจากท่านแร็บไบผู้อาวุโสซึ่งชาวบ้านร่ำลือกันถึงความปราดเปรื่อง แต่สุดท้ายเค้าก็ยังถูกปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบโดยผู้ที่น่าจะเปี่ยมเมตตาที่สุดแล้วในชุมชนนี้
แนวคิดเรื่องมนุษย์ผู้บูชาตรรกะเหตุผลเหนือสิ่งใด ให้กลิ่นคล้ายหนังขาวดำเรื่อง Pi ของ Darren Aronofsky (นักคณิตศาสตร์ที่หมกหมุ่นอยู่กับชุดตัวเลขซึ่งเค้าเชื่อว่ามันคือรหัสบางอย่างจากเบื้องบน จนมองข้ามการทำงานของสมองอีกซีกซึ่งจะช่วยให้เค้าเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์) Pi ถ่ายทอดความเครียดของพระเอกให้แพร่เชื้อมาถึงผู้ชมจนอาจรู้สึกปวดตุ๊บๆ ที่สมองเมื่อดูจบ แต่วิธีนี้กลับไม่ถูกใช้กับ A Serious Man
สิ่งที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือกว่า สองพี่น้องโคเอ็นสร้าง A Serious Man ให้จัดจ้านไปด้วยตลกร้ายตามถนัด รับใช้และส่งเสริมเรื่องราวอย่างแยบยล เชื่อว่าคงไม่มีครั้งไหนในประสบการณ์การดูหนังที่มนุษย์เราจะแสดงออกต่อความตึงเครียดด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างได้ผลมากเท่าครั้งนี้
ผู้ชมอาจจำลองตัวเองเป็นแลร์รี่ซึ่งเรียนรู้ที่จะมองความเครียดหรือความทุกข์ของตนเองด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย ปัญหาบางอย่างอาจลดขนาดลง ในขณะที่บางปัญหาอาจไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป หากนี่คือสาส์นสำคัญที่สองพี่น้องโคเอ็นต้องการจะสื่อถึง A Serious Man ก็สมควรได้รับเสียงปรบมือ

A Serious Man เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ชวนตีความ และแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ก็คือการตีความศาสนาอยู่ในที ตั้งแต่หนังสั้นในฉากเปิดจนกระทั่งฉากจบที่เป็นเหมือนปริศนาธรรม ( ผู้เขียนไม่ลึกซึ้งนักเรื่อง Book of Job แค่พอทราบบ้างว่าโยบถูกทดสอบศรัทธาต่อพระยะโฮวาห์ด้วยการให้ซาตานมาพรากสิ่งมีค่าไปจากชีวิต ส่วนใน A Serious Man พี่ชายของแลร์รี่คือผู้ที่พ่ายแพ้ต่อซาตานนั้นเพราะเค้าต่อว่าพระเจ้าว่าอยุติธรรมและไม่เคยประทานความสุขให้แก่ตน ) แต่ที่ผู้เขียนสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือประเด็นว่าด้วย “ศิลปะการยอมรับและการไม่หนีปัญหา”
หนังใช้เสาสัญญาณรับคลื่นโทรทัศน์เป็นตัวแทนของแลร์รี่ผู้ไม่เปิดใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง คอยแต่หาต้นเหตุหรือคำอธิบายซึ่งพาลแต่จะเครียดยิ่งขึ้น กระทั่งได้ทำความรู้จักกับสาวแก่ข้างบ้านซึ่งช่วยเบิกเนตรเค้าด้วยกัญชา (สัญลักษณ์ของการผ่อนคลายและการมองโลกแบบเอียงๆ เบลอๆ ซึ่งหนังสื่อออกมาด้วยการเบลอภาพและการถ่ายเอียงกล้อง) ประสบการณ์ใหม่ช่วยปรับสัญญาณเครื่องรับของแลร์รี่ให้มองเห็นโลกในอีกมิติ ประกอบกับการได้ฟังเทศน์เรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land) ซึ่งไม่ต้องดิ้นรนค้นหาที่ไหนเพราะเราอาจพบเจอได้ในจิตใจตนเอง
เมื่อแลร์รี่เรียนรู้ที่จะไม่หนีปัญหา ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษคนอื่น ปรับทัศนคติที่เคยเคร่งเครียดให้ผ่อนคลาย ปัญหาที่เหมือนมากกมายก็ค่อยคลี่คลายลง ครอบครัวของแลร์รี่กลับมามีความสุขอีกครั้งพร้อมข่าวดีเรื่องการเลื่อนตำแหน่งที่เค้ารอคอย

Subplot ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือลูกชายของแลร์รี่ที่ไม่ฟังครูเวลาสอนเลยถูกริบวิทยุ (อีกรูปแบบหนึ่งของการไม่รับฟัง) เงินที่เค้าใส่ในซองวิทยุนั้นเลยหายไปด้วย เป็นเหตุให้ต้องโกยตีนหมาเข้าบ้านทุกวันเพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้ค่ากัญชาเจ้าเพื่อนตัวใหญ่ ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการ ”หนีปัญหา” ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหาเดิมถูกแก้แล้ว แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ปัญหาใหม่เกิดขึ้นด้วย อีกฉากที่สื่อถึงการหนีปัญหาได้ดี คือความฝันของแลร์รี่ที่จะช่วยพี่ชายให้พ้นโทษด้วยการล่องเรือหนีไปแคนาดา แต่แผนนี้กลับจบลงแบบตลกร้ายเกินคาดคิด (และไม่ควรอย่างยิ่งแก่การเปิดเผย)
ตลอดทั้งเรื่องหนังกำลังพิสูจน์ทฤษฎีว่าด้วยความไม่แน่นอนในชีวิตให้ผู้ชมได้ตระหนัก (คล้ายการพิสูจน์สูตรทางวิทยาศาสตร์ของแลร์รี่ ) อะไรๆ ในชีวิตก็เกิดขึ้นได้แบบทันทีทันใด (อย่างความตายกะทันหันของตัวละครและพายุในฉากจบ) เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันทุกเรื่อง แค่ต้องยอมรับมันให้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะผิดเพี้ยนไปจากคติเดิมซักเพียงใด
ฉากเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องล้วนซ่อนนัยยะน่าสนใจ สะท้อนถึงภาพปัญหาในมุมกว้างของสังคมโลก ผ่านปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านของแลร์รี่ ทั้งความรู้สึกว่าเพื่อนบ้านเป็นศัตรู (เป็นพวกเกลียดยิว ?) ปัญหาเรื่องพรมแดนของบ้านข้างเคียง (สะท้อนถึงปัญหาในดินแดนแห่งพันธสัญญา) เป็นต้น
คำตอบของแลร์รี่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดมาจากการแก้สมการหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์บนกระดานดำ (เหมือนที่พี่ชายของแลร์รี่ไม่เคยค้นพบคำตอบของจักรวาลด้วยการคิดของสมอง) หากแต่เกิดมาจากกระบวนการทำงานของ "จิตใจ" เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่รอให้เค้าเอ่ยปากขอ มองเพื่อนบ้านอย่างเป็นมิตร และปฏิบัติต่อปัญหาที่ประเดประดังกันเข้ามาเหมือนญาติสนิทที่ไม่อาจไล่ตะเพิดแต่ต้องเผชิญอย่างยินดีต้อนรับ
A Serious Man ตัดจบห้วนแบบ No Country for Old Men ในฉากที่แสดงถึงการมาเยือนของข่าวร้ายทั้งเรื่องอาการป่วยที่หมอเพิ่งตรวจพบและพายุใหญ่ที่ส่อเค้ารุนแรง บททดสอบชิ้นใหม่กำลังมาเยือนอีกครั้ง แลร์รี่จะรับมือกับปัญหานี้ได้หรือไม่และอย่างไร คิดมากอาจพาลให้ปวดสมองเกินจำเป็นคล้ายทันตแพทย์ผู้ตามหาความหมายของอักษรหลังซี่ฟันในเรื่องเล่าของแร็บไบท่านที่สอง
นั่นเพราะบางเรื่อง มีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้
A social network is a social structure made up of individuals (or organizations) called "nodes", which are tied (connected) by one or more specific types of interdependency, such as friendship, kinship, common interest, financial exchange, dislike, sexual relationships, or relationships of beliefs, knowledge or prestige.
Social network analysis views social relationships in terms of network theory consisting of nodes and ties (also called edges, links, or connections). Nodes are the individual actors within the networks, and ties are the relationships between the actors. The resulting graph-based structures are often very complex. There can be many kinds of ties between the nodes. Research in a number of academic fields has shown that social networks operate on many levels, from families up to the level of nations, and play a critical role in determining the way problems are solved, organizations are run, and the degree to which individuals succeed in achieving their goals.
In its simplest form, a social network is a map of specified ties, such as friendship, between the nodes being studied. The nodes to which an individual is thus connected are the social contacts of that individual. The network can also be used to measure social capital – the value that an individual gets from the social network. These concepts are often displayed in a social network diagram, where nodes are the points and ties are the lines.
กำกับโดย David Fincher ผู้กำกับ Fight Club, Panic Room และThe Curious Case of Benjamin Button ส่วนนักแสดงที่รับบท Zuckerberg คือ Jesse Eisenberg และมี Justin Timberlake รับบท Sean Parker ประธานของ Facebook "The Social network" สร้างจากหนังสือ The Accidental Billionaires: The Founding of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal (http://en.wikipedia.org/wiki/The_Accidental_Billionaires:_The_Founding_Of_Facebook,_A_Tale_of_Sex,_Money,_Genius,_and_Betrayal)

edit @ 27 Feb 2011 20:35:48 by Tirawat
edit @ 27 Feb 2011 20:38:15 by Tirawat